สองอาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งกับหลายเรื่องเสียจนลืมอัพบล้อกไปเลยแฮะ

พองานเสร็จแล้วก็อัพเสียหน่อย

ที่จริง การที่ผมว่างแล้วไม่อัพบล้อก (หาเรื่องอัพไม่ได้) หลักๆก็เพราะชีวิตมันราบเรียบนี่แหละ เพราะไม่มีเรื่องจะบ่น ไม่มีเรื่องจะเล่า ฟังดูเป็นชีวิตที่ค่อนข้างน่าเบื่อสิ้นดี

วันนี้อัพ แปลว่ามีอะไรจะบ่น

มามะ เข้าเรื่อง

เขาว่าตามปกติแล้ว มนุษย์จะใช้การโกหกในการปกป้องตัวเอง พบได้ทั่วไปตั้งแต่เด็กเล็กๆยันคนแก่ใกล้ตาย

กรณีที่ไม่ปกติขึ้นมานิดหน่อย มนุษย์จะใช้การโกหกในการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง พบได้ทั่วไปตามกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมใหญ่ๆ

แล้วไอ้พวกที่โกหกไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่ก็ยังโกหกกันหน้าด้านๆ เราจะเรียกพวกมันว่าอะไรดี?

พักนี้เจอคนโกหกบ่อยจังเลย

ตามเวบบอร์ดเนี่ยเยอะเชียว  มีทั้งโกหกหาผลประโยชน์ โกหกเอาตัวรอด โกหกเอาสนุก

เลยพาลนึกไปถึงไอ้คนโกหกตอแหลคนหนึ่ง ที่จริงก็ไม่ต้องนึกหรอก เจอกันในเน็ทเกือบทุกวัน

จริงๆแล้วผมคิดว่าผมเป็นเพื่อนกะเขานะ อย่างน้อยก็เคยเป็น

คนๆนี้โกหกถึงระดับสันดาน… อยู่เฉยๆไม่มีอะไรพูดก็หาเรื่องโกหกได้ ถ้ามีประเด็นพูดคุย ไอ้หมอนี่จะแอบวางยาใส่เรื่องโกหกปนมาอยู่เรื่อย

ดังนั้นคงไม่ต้องพูดว่า “ถ้ามีปัญหาขึ้นมา”จะเป็นยังไง… ก็โกหกน้ำไหลไฟดับไปเท่านั้น

ผมเคยคิดว่าคนเป็นเพื่อนกัน เล็กๆน้อยๆก็ยอมให้ แค่นี้ผมอภัยให้ได้ ก็แค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเสีย ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอก

แต่ดูเหมือนการอภัยของผม จะทำให้ผมเป็นไอ้โง่ในสายตาของเขา

เหตุหนึ่งที่ผมคิดว่าผมควรจะให้อภัยก็เพราะ “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่” และ “มันไม่เกี่ยวกับผม”

นั่นล่ะประเด็น

เมื่อมีเหตุ “มันเป็นเรื่องใหญ่” และ “มันลากผมเข้าไปเกี่ยว” ผมคงเฉยไม่ได้

สันดานเป็นสิ่งที่ขุดยากจริงๆ ผมรู้ซึ้งมานานแล้ว แต่มันทำให้ผมซึ้งยิ่งกว่าเดิม

ไอ้คนคนนี้ คบเพื่อนหลายกลุ่ม มีหลายสังคมรอบตัว

เป็นที่น่าประหลาดใจมาก ที่เวลามันเล่าถึงเรื่องอะไรซักอย่างให้คนอื่นฟัง มันเล่าได้ไม่ซ้ำ เล่าไปห้าคน ก็มีเรื่องห้าเรื่อง ทั้งๆที่จริงๆแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน

หลายๆเรื่องก็เป็นชนวนก่อเหตุให้คนบาดหมางกัน ทั้งๆที่พวกเขาไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ บางทีชื่อยังไม่รู้จักเลย

อะไรวะ…

สุดท้ายก็อย่างที่น่าจะเดากันได้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่โดนเอาชื่อไปอ้างเสียๆหายๆ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเสียๆหายๆของคนอื่น

ทั้งๆที่ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยซักนิด และผมก็ไม่เห็นเลยว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรจากการกระทำแบบนั้น

สิ่งเดียวที่มันจะได้ก็คือมีเรื่องบาดหมางกับผม แต่มันก็ยังทำ

ผมไม่เคยรังเกียจที่จะบาดหมางกับใคร เพราะสำหรับผมแล้ว การมีศัตรูนั้นเป็นเรื่องดีกว่าคบมิตรหมาๆหลายร้อยเท่า

แล้วผมจะเก็บมิตรหมาๆอย่างมันไว้ทำอะไรเล่า…

Comments 2 Comments »

มนุษย์ในสังคมไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันหรือคิดตรงกัน แต่จำเป็นต้องมีความเคารพต่อกัน

เอ้า ผมพูดจริงๆนะ

โดยส่วนตัวนะ ผมเองเป็นคนที่เจออะไรในชีวิตมาหลากหลายกว่าชาวบ้านตั้งแต่เด็กๆแล้ว เพราะโตมาในสังคมที่ค่อนข้างแปลกกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แถมคนรอบข้างก็ชอบคิดไปเองว่าผมนั้นอายุมากกว่าอายุจริงๆถึงห้าปีเป็นอย่างน้อย (เศร้าว่ะ) จนถึงช่วงอายุเข้าเลขสองนี่แหละ ถึงได้รู้สึกว่าชีวิตปกติของคนรุ่นเดียวกันเขาเป็นยังไง แล้วก็ได้สำนึกว่า ที่ผ่านๆมาตูโดนโยนเข้าไปอยู่ในโลกที่ทั้งแปลกทั้งเบี้ยวขนาดไหน

ชีวิตของผมจึงมีหลายด้านมากเสียจนนับไม่ถูก (และไม่ค่อยอยากนับ) สังคมรอบๆตัวที่หลากหลายผิดปกติทำให้ผมได้เจอและเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนเยอะมากๆ หลายๆครั้งก็เป็นความเกี่ยวข้องแบบหวาดระแวง (เพราะความจำเป็นหลายๆอย่าง) ซึ่งในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าผมนั้นสามารถ “อ่าน” ความคิด-พฤติกรรมของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย จนเลยเถิดไปจนถึงการคาดการณ์ล่วงหน้าสำหรับบางสถานการณ์ได้แม่นยำพอสมควรเลยทีเดียว

ผมอาจจะเคยเล่าไปในเอนทรี่เก่าๆซักอันสองอันแล้วว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นอ่านออกง่ายแสนง่าย ซึ่งนั่นก็เป็นความสามารถส่วนตัวของผมที่มาจากประสบการณ์ที่เยอะผิดปกติ บวกกับการสังเกต และวิชาจิตวิทยาเล็กๆน้อยๆ โดยปกติแล้วผมก็ไม่ได้พยายามจะทำความเข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนอื่นซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเพื่อนสนิท ผมยอมรับว่าบางครั้งผมก็หลงผิดไปเพราะความสนุก ที่ได้นั่งเดาการกระทำของคนอื่นล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งทายคำพูดล่วงหน้า ซึ่งนั่นทำให้ผมได้รับฟีดแบ็คแปลกๆเป็นบางครั้ง หลังๆผมจึงค่อนข้างระวังตัวขึ้นเยอะ (และผมชักเริ่มสังเกตแล้วว่าเมื่อไม่ได้ใช้ไปนานๆเข้า ก็ชักจะเดาพลาดเยอะขึ้นแฮะ)

เกริ่นเสียยาว ที่จริงมาอัพเอนทรี่นี้ ก็เพราะอยากจะบ่นเรื่องมนุษย์ซักตัวที่เจอในเน็ท

แน่นอนว่าการพูดคุยกันทางคีย์บอร์ดมันบอกอะไรได้ไม่หมดหรอก หลายๆคนนั้นมีบุคลิกภาพเวลาคุยกันในเน็ทกับบุคลิกภาพเวลาเจอกันจริงๆต่างกันราวหน้ามือกับหน้าแข้งเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่ผมพบว่าตัวหนังสือมันก็สะท้อนอะไรบางอย่างออกมาได้เหมือนกัน ไม่ใช่บุคลิก ไม่ใช่พฤติกรรม

นั่นก็คือทัศนคติ

ทัศนคตินี่เป็นเรื่องส่วนตัว พูดยาก อธิบายยาก เปลี่ยนยาก

บางคนชอบยกทัศคติไปกระทบกับคนอื่น บางคนชอบยกทัศนคติไปแลกกับคนอื่น อันนี้ก็ว่ากันไป ที่แน่ๆคือการได้ฟังทัศนคติของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สูญเปล่า ถ้ามันไปด้วยกันได้กับคุณ คุณก็จะฉลาดขึ้น แต่ต่อให้มันไปด้วยกันกับคุณไม่ได้ คุณก็จะฉลาดขึ้นเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยๆคุณก็ได้เห็นว่าคนอื่นเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ต้องมีความพอดีกันบ้าง

ไอ้คนที่กำลังจะบ่นนี่ก็เหมือนกัน

ว่ากันจริงๆแล้วก็เจอกันมาหลายเดือนแล้ว รับรู้อะไรเกี่ยวกับไอ้หมอนี่มามากพอตัว ก็พอจะทำให้สรุปได้ว่าเป็นแค่เด็กโข่งอีโก้สูงที่มีแนวคิดแบบคนที่เอาตัวเองมาก่อน ผลประโยชน์เรื่องรอง ที่เหลือช่างแม่ง ที่จริง ผมก็ไม่ได้เกลียดคนแบบนี้หรอกนะ เพราะผมพบว่าบางครั้งเราก็ได้ข้อคิดอะไรดีๆจากคนประเภทนี้เหมือนกัน แต่ปัญหาคือ อีโก้สูงแล้วไม่ค่อยเคารพคนอื่นนี่สิ

บางครั้งผมก็เซ็งตัวเอง ที่ดันไปเข้าใจระบบความคิดของคนอื่นทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้อยากรู้เลยซักนิด ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผมเซ็งจนแทบเอาหัวกระแทกกำแพงเล่น

ทำไมน่ะหรือ

หลายครั้งหลายคราที่ผมเห็นคนๆนี้ออกปากพูดแสดงความคิดอะไรซักอย่าง แล้วผมดันไปเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังไอ้ึคำพูดพวกนั้น… ไม่ได้จรรโลงใจเลยซักนิด เห็นแล้วอยากปิดหูปิดตาตัวเองเป็นที่สุด แต่ละอย่างที่สื่อออกมานั้นหากไม่เจือไปด้วยความเหยียดหยาม (มึงไม่ฉลาดเหมือนกู , มึงไม่รวยเหมือนกู , มึงไม่รู้หรอก รึอะไรก็แล้วแต่) ก็เป็นความเสแสร้ง (แกล้งประจบ , แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น) เชื่อว่าหลายคนก็พอจะอ่านออกอยู่บ้าง แต่ก็เท่านั้น…

อาจจะการศึกษาดี อาจจะฐานะดี อาจจะชาติตระกูลดี แต่ถ้าพฤติกรรมมันได้แค่นี้ ซักวันมันก็ต้องพัง ไอ้ครึ่งคนเอ๊ย…

ก็เข้าใจนะว่าสังคมมันก็ประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย แต่ทำไมมันถึงต้องมีคนแบบนี้มาให้เจอบ่อยๆด้วยว้า…

Comments 2 Comments »

ไม่ใช่คำคมของใครที่ไหนหรอกครับ ผมพูดเองนี่แหละ

เพื่อนสนิทมิตรสหายแถวๆนี้อาจไม่เคยได้ยินผมพูด แต่ผมใช้คำนี้ค่อนข้างบ่อยในเวบบอร์ดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง เวลามีข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้ข้อมูลผิดๆหรือบิดเบือน บางคนอาจจะพอสังเกตอยู่บ้างแล้วว่าผมรักษาแนวคิดแบบนี้อย่างเหนียวแน่นมากขนาดไหน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมเป็นคนที่เคยอยู่่ในสายทาง Pure Science มา แม้จะเป็นเวลาไม่กี่ปี แต่มันก็คงเพียงพอที่จะให้ระบบความคิดแบบนั้นหยั่งรากอยู่ในสำนึกของผมกระมัง

ถ้าเป็นยุคอินเทอร์เน็ทยังไม่เฟื่องฟู คำพูดของผมคงไม่ใช่อะไรที่สลักสำคัญนัก การบิดเบือนจะเกิดขึ้นในวงจำกัด (แคบหรือกว้างก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ซึ่งการตามแก้ไขนั้นถึงจะไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็นไปได้อย่างไม่ทุลักทุเลนัก

แต่ยุคนี้มันไม่ใช่ ข่าวสารนั้นแพร่ไปไว… ไวเสียยิ่งกว่าเชื้อโรคที่ลอยไปตามลมเสียอีก ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนก็จะแพร่ไปโดยง่าย ใครๆก็เข้ามารับรู้ข้อมูลได้ไม่ยากนัก

แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีผู้รับสารผิดๆ แล้วนำไปแพร่ต่อผิดๆ…

ก็เป็นโรคระบาดทางข้อมูลน่ะสิ แล้วจะหาคนแก้ก็ยากเต็มที หรือพูดให้ถูกคือคงไม่มีใครแก้ได้ทั้งหมดหรอก กว่าที่ทุกอย่างจะหยุดลง มันก็คงก่อความเสียหายไปมากแล้ว

แก้เสียก่อนจะไม่มีโอกาสให้แก้ ท้วงเสียก่อนจะไม่มีโอกาสให้ท้วง

ไม่เคยมีคนตายเพราะท้วงหรือโดนท้วง คนที่ตายคือคนที่ทำผิดพลาดแล้วไม่มีใครกล้าท้วงต่างหาก

ที่มาเขียนในครั้งนี้ก็เพื่ออุทิศให้กับใครซักคนในเวบบอร์ดที่พูดถึงข้างบนครึ่งหนึ่ง แล้วก็เขียนเตือนสติตัวเองไว้อีกครึ่งหนึ่ง …ส่วนผู้ที่เข้ามาอ่าน ถ้าคุณเข้าใจสิ่งที่ผมสื่อ ผมก็ดีใจที่ความคิดของผมนั้นพอจะมีประโยชน์กับใครบ้าง

————

เกี่ยวกับเอนทรี่สองเอนทรี่ก่อนหน้า ใครอ่านไม่เข้าใจก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ มันเป็นแค่การแสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจของผมในสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยปกติเท่านั้น ส่วนผู้ที่อ่านเข้าใจแล้วอยากลองดี ผมก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่อย่าไปบอกใครว่าดูจากบล้อกผมแล้วกัน

ส่วนที่เว้นช่วงหายไปนาน(อีกแล้ว) คราวนี้ก็เพราะสุขภาพส่วนหนึ่ง แต่ขอไม่บอกรายละเอียดแล้วกัน

Comments 3 Comments »